ขั้นตอนการเข้าร่วมประชุมแบบไฮบริด
การรายงานตัว: เจ้าของร่วมสามารถเริ่มรายงานตัวเข้าร่วมประชุมได้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 09.30 น.
ช่องทางการประชุมออนไลน์: ท่านสามารถดูรายละเอียดและขั้นตอนการเข้าสู่ระบบได้จากเอกสาร "ช่องทางการเข้าร่วมประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์" จำนวน 1 ชุด ซึ่งทางนิติบุคคลฯ ได้จัดส่งแนบไปพร้อมกับหนังสือเชิญประชุม
สิทธิในการออกเสียง: เจ้าของร่วมที่ค้างชำระค่าส่วนกลางตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป จะไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมใหญ่
ขั้นตอนการมอบฉันทะ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของท่าน ในกรณีที่เจ้าของร่วมไม่สามารถเข้าร่วมประชุมในวันและเวลาดังกล่าวได้ ขอให้ท่านมอบฉันทะให้ตัวแทนเข้าร่วมประชุมแทน โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
กรอกรายละเอียดลงใน แบบฟอร์มหนังสือมอบฉันทะ จำนวน 1 ฉบับ ที่แนบไปพร้อมกับหนังสือเชิญประชุม
เตรียม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่หน่วยงานราชการเป็นผู้ออกให้ ของทั้ง “ผู้มอบฉันทะ” (เจ้าของร่วม) และ “ผู้รับมอบฉันทะ” (ตัวแทน)
ขอให้ทั้งผู้มอบฉันทะและผู้รับมอบฉันทะ ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง บนเอกสารสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้เรียบร้อยเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเข้าร่วมประชุม
รายละเอียดคดีความและความคืบหน้าล่าสุดระหว่าง นิติบุคคลอาคารชุด พลัม พหลโยธิน 89 เฟส 3 (โจทก์) กับ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) (จำเลย) มีดังนี้
สาเหตุการฟ้องร้องและข้อหา: นิติบุคคลฯ ยื่นฟ้องบริษัทพฤกษาฯ ในคดี ผิดสัญญาและก่อสร้างผิดจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพและการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางของเจ้าของร่วม โดยมี ทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องจำนวน 49,928,049.37 บาท
สรุปผลคำพิพากษา:
ศาลชั้นต้น: พิพากษาให้ นิติบุคคลฯ เป็นฝ่ายชนะคดี และสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นตัวเงินจำนวน 1,789,000 บาท เพื่อนำมาปรับปรุงและแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
ศาลอุทธรณ์: พิพากษาแก้ให้ นิติบุคคลฯ ชนะคดี โดยให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 3,853,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากศาลพิจารณาเห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามหลักฐานที่นิติบุคคลฯ นำเสนอ
ความคืบหน้าล่าสุดและสถานะปัจจุบันของคดี:
ขั้นตอนทางกฎหมาย: ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา โดยคณะกรรมการและทนายความของนิติบุคคลฯ ได้ดำเนินการยื่นฎีกาและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วมทุกคน
สถานะการเงิน: ทางจำเลย (บริษัทพฤกษาฯ) ได้นำเงินมาวางศาลแล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2569 เป็นจำนวนเงิน 4,603,695.62 บาท (ซึ่งยอดเงินดังกล่าวได้ถูกบันทึกไว้ในประมาณการรายรับงบประมาณประจำปี 2569 ด้วย)
การเข้าถึงข้อมูล: เจ้าของร่วมสามารถอ่านรายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็ม ทั้งในส่วนของคำฟ้องเริ่มต้นคดี คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และฎีกา ได้จากการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่แนบมาในเอกสารประกอบการประชุม
สำหรับการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2568 ของนิติบุคคลอาคารชุด พลัม พหลโยธิน 89 เฟส 3 มีวาระสำคัญที่ต้องพิจารณาอนุมัติ โดยเฉพาะประเด็นด้านการซ่อมบำรุงและการปรับปรุงทรัพย์สินส่วนกลาง ดังนี้
วาระการซ่อมบำรุงและปรับปรุงทรัพย์สินส่วนกลางที่ต้องพิจารณาอนุมัติในปีนี้ มี 3 โครงการหลัก ได้แก่:
วาระที่ 7: พิจารณาอนุมัติจัดจ้างทะลวงท่อไขมันส่วนกลางทั้ง 4 อาคาร (อาคาร A, B, C และ D)
สาเหตุ: มีการสะสมของคราบไขมันและสิ่งปฏิกูลในเส้นท่อระบายน้ำหลัก ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะก่อให้เกิดปัญหาท่ออุดตัน น้ำทิ้งตีกลับเข้าห้องชุดชั้นล่าง และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์
การดำเนินการ: ทำความสะอาดใหญ่ (Big Cleaning) โดยใช้เครื่องมือทันสมัย (เช่น สตรีมน้ำร้อน) ทะลวงและฉีดล้างคราบไขมันตลอดแนวเส้นท่อหลักไปจนถึงบ่อบำบัด
งบประมาณที่เสนอพิจารณา: 120,000 บาท
วาระที่ 8: พิจารณาอนุมัติซ่อมแก้ไขขอบเฟรมและทาสีอาคารหน้า-หลังทั้ง 4 อาคาร
สาเหตุ: วัสดุยาแนว (Sealant) ขอบเฟรมหน้าต่างและประตูเสื่อมสภาพ แตกกรอบ ทำให้น้ำฝนรั่วซึมเข้าห้องชุดและส่วนกลาง นอกจากนี้สีภายนอกอาคารเดิมเริ่มซีดจาง มีคราบเชื้อรา หลุดล่อน และมีรอยแตกร้าวลายงา
การดำเนินการ: ลอกวัสดุยาแนวเดิมและติดตั้งวัสดุยาแนว PU หรือ Silicone ใหม่ ล้างทำความสะอาดด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง สกัดซ่อมรอยร้าว และทาสีทับหน้าด้วยสีคุณภาพสูงเกรดพรีเมียม (อายุ 10-15 ปี)
งบประมาณที่เสนอพิจารณา: 1,000,000 บาท
วาระที่ 9: พิจารณาอนุมัติเปลี่ยนไม้กั้นเป็นระบบอ่านป้ายทะเบียนกล้อง LPR
สาเหตุ: ระบบบัตรทาบเดิม (RFID/Proxy Card) ทำให้เกิดรถติดสะสมบริเวณหน้าโครงการในช่วงเวลาเร่งด่วน และไม่สะดวกในการใช้งานขณะฝนตก
การดำเนินการ: ติดตั้งกล้อง LPR ความละเอียดสูงเพื่อถ่ายภาพป้ายทะเบียนและสั่งเปิดไม้กั้นอัตโนมัติ โดยไม่ต้องทาบบัตร พร้อมระบบบันทึกฐานข้อมูลเพื่อความปลอดภัย
งบประมาณที่เสนอพิจารณา: 200,000 บาท
วาระสำคัญอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาอนุมัติและรายงานให้ทราบ ได้แก่:
การพิจารณาอนุมัติด้านการเงินและบัญชี: วาระพิจารณารับรองงบดุลประจำปี 2568, วาระพิจารณาแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีและกำหนดค่าตอบแทนประจำปี 2569 และวาระพิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปี 2569
การรายงานผลคดีฟ้องร้อง (วาระที่ 10): รายงานความคืบหน้าคดีที่นิติบุคคลฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ในข้อหาผิดสัญญาและก่อสร้างผิดแบบแปลน ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้นิติบุคคลฯ ชนะคดี โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 3,853,200 บาทพร้อมดอกเบี้ย ปัจจุบันจำเลยได้นำเงินมาวางศาลแล้วจำนวน 4,603,695.62 บาท และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา
สำหรับระยะเวลารับประกันผลงานการซ่อมแก้ไขขอบเฟรมและทาสีอาคารนั้น ทางคณะกรรมการนิติบุคคลฯ ได้กำหนดเงื่อนไขในการพิจารณาคัดเลือกผู้รับเหมาว่า จะต้องมีเงื่อนไขการรับประกันผลงานอย่างน้อย 2-5 ปี
นอกจากนี้ ในรายละเอียดการดำเนินการยังได้กำหนดสเปกของสีที่จะนำมาใช้ โดยระบุให้ใช้สีทับหน้าคุณภาพสูงเกรดพรีเมียม ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานประมาณ 10-15 ปี เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานและปรับโฉมอาคารให้ดูใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ
จากเอกสารที่ให้มา ไม่มีข้อมูลระบุว่าคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกาจะมีแนวโน้มสิ้นสุดเมื่อไหร่
เอกสารระบุเพียงสถานะปัจจุบันว่า คดีความดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาฎีกา โดยคณะกรรมการและทนายความที่รับผิดชอบคดีได้ดำเนินการยื่นฎีกาและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วม
ทั้งนี้ หากท่านต้องการทราบรายละเอียดของคำฟ้องในชั้นฎีกาเพิ่มเติม สามารถสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ในเอกสารประกอบการประชุมเพื่ออ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้
ความคืบหน้าล่าสุดของคดีฟ้องร้องระหว่างนิติบุคคลอาคารชุดฯ และบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา โดยทางคณะกรรมการและทนายความผู้รับผิดชอบคดีได้ดำเนินการยื่นฎีกาและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วมทุกคน
ในส่วนของสถานะทางการเงิน ทางจำเลย (บริษัทพฤกษาฯ) ได้นำเงินมาวางศาลแล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2569 เป็นจำนวนเงิน 4,603,695.62 บาท
ทั้งนี้ หากท่านต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ในเอกสารประกอบการประชุมเพื่ออ่านเอกสารคำฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเอกสารในชั้นฎีกาฉบับเต็มได้
จากเอกสารที่ระบุ ยังไม่มีกำหนดวันที่แน่ชัดว่าจะเริ่มติดตั้งระบบอ่านป้ายทะเบียน (LPR) เมื่อไหร่
เนื่องจากโครงการนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอที่ถูกบรรจุอยู่ใน วาระที่ 9: พิจารณาอนุมัติในหลักการเปลี่ยนไม้กั้นเป็นระบบอ่านป้ายทะเบียนกล้อง LPR เพื่อให้เจ้าของร่วมพิจารณาในการประชุมใหญ่สามัญที่จะถึงนี้
หากที่ประชุมมีมติอนุมัติในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการมอบหมายให้คณะกรรมการหรือนิติบุคคลฯ ดำเนินการจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรักษาความปลอดภัย เปรียบเทียบราคา คัดเลือกผู้ให้บริการ และบริหารจัดการงบประมาณ (จำนวน 200,000 บาท) เพื่อดำเนินการติดตั้งต่อไป
จากเอกสารที่ให้มา ไม่มีข้อมูลระบุช่วงเวลาหรือคาดการณ์ว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาออกมาเมื่อไหร่
เอกสารระบุเพียงสถานะปัจจุบันว่า คดีความดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา โดยทางคณะกรรมการและทนายความผู้รับผิดชอบคดีได้ดำเนินการยื่นฎีกาและติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วมทุกคน
ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเอกสารฎีกาฉบับเต็มได้ โดยการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ในเอกสารประกอบการประชุม
งบประมาณ 1,000,000 บาท สำหรับการซ่อมแก้ไขขอบเฟรมและทาสีอาคารหน้า-หลังทั้ง 4 อาคาร (อาคาร A, B, C และ D) จะครอบคลุมรายละเอียดการดำเนินการ 4 ส่วนหลัก ดังนี้
1. งานซ่อมขอบเฟรม: ครอบคลุมการลอกวัสดุยาแนว (Sealant) เดิมที่เสื่อมสภาพออก ทำความสะอาดขอบเฟรมหน้าต่าง/ประตู และติดตั้งวัสดุยาแนวประเภท PU หรือ Silicone คุณภาพสูงที่สามารถทนต่อรังสี UV ใหม่
2. งานเตรียมพื้นผิว: ครอบคลุมการล้างทำความสะอาดคราบสกปรกด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (High Pressure Wash) การสกัดซ่อมรอยแตกร้าวต่างๆ บนผนัง และการทาสีรองพื้นปูนเก่าเพื่อช่วยในการยึดเกาะ
3. งานทาสี: ครอบคลุมการทาสีทับหน้าด้วยสีคุณภาพสูงเกรดพรีเมียม (อายุการใช้งาน 10-15 ปี) โดยจะดำเนินการทาสีทั้งด้านหน้าและด้านหลังของอาคาร A, B, C และ D
4. การจัดการความปลอดภัยและวิธีการทำงาน: ครอบคลุมการจัดการอุปกรณ์และวิธีการทำงานที่ปลอดภัย เช่น การใช้ระบบโรยตัว (Rope Access) หรือการติดตั้งนั่งร้านตามความเหมาะสมของพื้นที่
รายละเอียดงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมและปรับปรุงใหญ่ในปี 2569 ตามที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการประชุม (รวมถึงในวาระพิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปี หมวดที่ 5 และ 6) มีรายการที่สำคัญดังนี้
โครงการซ่อมแซมและปรับปรุงที่เสนอเป็นวาระพิจารณาเฉพาะ:
วาระที่ 8: ซ่อมแก้ไขขอบเฟรมและทาสีอาคารหน้า-หลังทั้ง 4 อาคาร ตั้งงบประมาณไว้ที่ 1,000,000 บาท
วาระที่ 9: เปลี่ยนไม้กั้นเป็นระบบอ่านป้ายทะเบียนกล้อง LPR ตั้งงบประมาณไว้ที่ 200,000 บาท
วาระที่ 7: จัดจ้างทะลวงท่อไขมันส่วนกลางทั้ง 4 อาคาร ตั้งงบประมาณไว้ที่ 120,000 บาท
รายการงบประมาณซ่อมแซมใหญ่ที่ตั้งไว้ในแผนรายจ่ายประจำปี 2569:
นอกจากวาระหลักแล้ว ในตารางแผนงบประมาณประจำปี 2569 ยังมีการตั้งงบประมาณสำหรับงานซ่อมแซมใหญ่ในส่วนอื่นๆ เตรียมไว้ด้วย ได้แก่
ค่าซ่อมไม้ระแนงทั้ง 4 อาคาร: 2,200,000 บาท
ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump): 1,111,000 บาท
ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสีย: 322,000 บาท
ค่าซ่อมทางลาด: 261,900 บาท
ค่าซ่อมแซมหลังคาทั้ง 4 อาคาร (สำหรับห้องที่ได้รับผลกระทบ): 250,000 บาท
ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบควบคุมการเข้าออก (Access control): 202,200 บาท
ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาตู้ควบคุมไฟฟ้า (MDB) / หม้อแปลงไฟฟ้า: 110,000 บาท
ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบกล้องวงจรปิด (CCTV): 105,500 บาท
ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบปั๊มน้ำเพิ่มแรงดัน (Booster pump): 91,485 บาท
รายการเหล่านี้ถูกจัดเตรียมไว้ในแผนปฏิบัติงานประจำปีเพื่อให้การบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลางเป็นไปตามมาตรฐานและแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวอาคาร
เงินที่บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) นำมาวางศาลจำนวน 4,603,695.62 บาทนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงและแก้ไขส่วนที่บกพร่องของพื้นที่ส่วนกลาง ที่เกิดจากการก่อสร้างผิดแบบแปลนตามที่ศาลได้พิจารณาเห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ ยอดเงินดังกล่าวยังได้ถูกนำไปบันทึกเป็นรายการในส่วนของประมาณการรายรับในวาระการพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายรับ-รายจ่ายประจำปี 2569 ของนิติบุคคลอาคารชุดฯ ด้วย
ดังนั้น หากคดีสิ้นสุดลงและได้รับเงินดังกล่าว นิติบุคคลฯ จะนำเงินก้อนนี้เข้ามาเป็นงบประมาณในการซ่อมแซมและปรับปรุงทรัพย์สินส่วนกลางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของร่วมทุกคนตามวัตถุประสงค์ของการฟ้องร้องต่อไป
เงินวางศาลจำนวน 4,603,695.62 บาทจากคดีฟ้องร้องบริษัทพฤกษาฯ จะถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงและแก้ไขส่วนที่บกพร่องของพื้นที่ส่วนกลางที่เกิดจากการก่อสร้างผิดแบบและผิดสัญญา
ทั้งนี้ นิติบุคคลฯ ได้นำยอดเงินดังกล่าวไปบันทึกไว้เป็นหนึ่งในประมาณการรายรับของงบประมาณประจำปี 2569 (ในหมวดเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีพฤกษา) เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรองรับรายจ่ายในหมวดงานซ่อมแซมและบำรุงรักษาใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้
ตัวอย่างโครงการซ่อมแซมและบำรุงรักษาที่ถูกบรรจุไว้ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ซึ่งเงินก้อนนี้จะเข้าไปมีส่วนช่วยสนับสนุน ได้แก่:
ค่าซ่อมไม้ระแนงทั้ง 4 อาคาร: ประมาณการไว้ที่ 2,200,000 บาท
ค่าซ่อมระบบ Fire pump: ประมาณการไว้ที่ 1,111,000 บาท
งานซ่อมแก้ไขขอบเฟรมและทาสีอาคารหน้า-หลังทั้ง 4 อาคาร: ประมาณการไว้ที่ 1,000,000 บาท
ค่าซ่อมทางลาด: ประมาณการไว้ที่ 261,900 บาท
ค่าซ่อมแซมหลังคาทั้ง 4 อาคาร (สำหรับห้องที่ได้รับผลกระทบ): ประมาณการไว้ที่ 250,000 บาท
การเปลี่ยนไม้กั้นเป็นระบบอ่านป้ายทะเบียนกล้อง LPR: ประมาณการไว้ที่ 200,000 บาท
การจัดจ้างทะลวงท่อไขมันส่วนกลางทั้ง 4 อาคาร: ประมาณการไว้ที่ 120,000 บาท
โดยสรุปคือ เงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้บริหารจัดการร่วมกับรายรับอื่นๆ ในปี 2569 เพื่อซ่อมแซมความเสียหายของอาคารและยกระดับคุณภาพชีวิตของเจ้าของร่วมตามที่ระบุไว้ในแผนงาน
ยอดเงินวางศาลจำนวน 4,603,695.62 บาท เกี่ยวข้องและถูกนำไปบรรจุไว้ใน 2 วาระหลักของการประชุมใหญ่สามัญประจำปีนี้ ได้แก่
วาระที่ 6: พิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปี 2569 ยอดเงินก้อนนี้ถูกนำไปบันทึกเป็นหนึ่งในรายการ "ประมาณการรายรับ" (ในรายการที่ 1.15 เงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีพฤกษา) ของแผนงบประมาณรายรับ-รายจ่าย ซึ่งหมายความว่ายอดเงินนี้จะถูกนำมาใช้เป็นงบประมาณหมุนเวียนเพื่อรองรับรายจ่ายในหมวดการซ่อมแซมและบำรุงรักษาใหญ่ที่ตั้งไว้ในปีนี้ เช่น ค่าซ่อมไม้ระแนง ค่าซ่อมระบบดับเพลิง (Fire pump) และค่าซ่อมหลังคา เป็นต้น
วาระที่ 10: รายงานการดำเนินงานคดีฟ้องร้องบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ยอดเงินนี้จะถูกนำมารายงานให้เจ้าของร่วมรับทราบอย่างเป็นทางการถึงความคืบหน้าและสถานะคดีในปัจจุบัน ว่าทางจำเลยได้นำเงินจำนวน 4,603,695.62 บาท มาวางศาลไว้เรียบร้อยแล้ว
สรุปคือ ในแง่ของการนำเงินไปใช้จ่ายจริง จะถูกนำไปใช้ภายใต้การอนุมัติงบประมาณใน วาระที่ 6 เพื่อนำไปซ่อมแซมพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ
จากเอกสารไม่ได้ระบุตัวเลขหรือยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่าจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นแน่นอนหรือไม่ แต่มีโอกาสที่จะได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้น
เนื่องจากในการฟ้องร้องเริ่มต้นนั้น นิติบุคคลฯ ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วยทุนทรัพย์รวมสูงถึง 49,928,049.37 บาท ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 3,853,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย (ยอดเงินวางศาลอยู่ที่ 4,603,695.62 บาท) แต่ทางคณะกรรมการและทนายความก็ยังคงดำเนินการยื่นฎีกาต่อไปเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วมทุกคน
ดังนั้น หากศาลฎีกามีคำพิพากษาเห็นชอบตามข้อเรียกร้องและหลักฐานความเสียหายของทางนิติบุคคลฯ เพิ่มเติม ก็อาจส่งผลให้ได้รับเงินค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากยอดเดิมที่ศาลอุทธรณ์เคยตัดสินไว้ครับ (แต่จะไม่เกินจากยอดทุนทรัพย์ที่ฟ้องร้อง) ทั้งนี้ ผลสรุปที่แน่ชัดจะต้องรอคำพิพากษาจากศาลฎีกา
งบประมาณสำหรับการซ่อมแซมใหญ่ในปี 2569 ได้รับการจัดสรรมาจาก ประมาณการงบประมาณรายรับประจำปี 2569 ซึ่งรวบรวมมาจาก 4 แหล่งหลัก ดังนี้:
1. เงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (คดีฟ้องบริษัทพฤกษาฯ): จำนวน 4,603,695.62 บาท ซึ่งเป็นเงินที่บริษัทพฤกษาฯ นำมาวางศาลเพื่อชดใช้ความเสียหายจากการก่อสร้างผิดแบบและผิดสัญญา
2. เงินเคลมค่าสินไหมส่วนกลางกรณีภัยแผ่นดินไหว: จำนวน 2,626,599.90 บาท
3. เงินเคลมค่าสินไหมส่วนกลางกรณีภัยลมพายุ: จำนวน 567,849.00 บาท
4. รายรับค่าส่วนกลางและรายรับประจำอื่นๆ: เช่น รายรับจากค่าส่วนกลางประจำปี (ประมาณ 12.1 ล้านบาท) ค่าน้ำประปา ค่าเช่าพื้นที่ส่วนกลาง ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และค่าธรรมเนียมต่างๆ
รายรับพิเศษขนาดใหญ่โดยเฉพาะเงินจากคดีความและเงินเคลมค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ได้ถูกนำมาบันทึกรวมในงบประมาณรายรับ เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนหลักในการสนับสนุนโครงการซ่อมแซมและบำรุงรักษาใหญ่ๆ ของพื้นที่ส่วนกลางในปีนี้
เจ้าของร่วมสามารถอ่านและตรวจสอบรายละเอียดเอกสารคำฟ้องคดีพฤกษาฉบับเต็มได้ โดยการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการประชุม (ส่วนของวาระที่ 10 รายงานผลการดำเนินคดี)
โดยช่องทางการสแกนคิวอาร์โค้ดดังกล่าว ได้รวบรวมเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีในแต่ละชั้นศาลให้ท่านสามารถเลือกอ่านรายละเอียดได้ทั้งหมด ประกอบด้วย
เอกสารคำฟ้อง (เริ่มต้นคดี)
คำพิพากษาศาลชั้นต้น
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
เอกสารฎีกา
รายละเอียดคดีความและความคืบหน้าล่าสุดระหว่าง นิติบุคคลอาคารชุด พลัม พหลโยธิน 89 เฟส 3 (โจทก์) กับ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) (จำเลย) มีดังนี้
สาเหตุการฟ้องร้องและข้อหา: นิติบุคคลฯ ได้ยื่นฟ้องบริษัทพฤกษาฯ ในคดีผิดสัญญาและก่อสร้างผิดจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพและการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางของเจ้าของร่วม โดยมีทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องจำนวน 49,928,049.37 บาท
สรุปผลคำพิพากษา:
ศาลชั้นต้น: พิพากษาให้ นิติบุคคลฯ เป็นฝ่ายชนะคดี โดยมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นตัวเงินจำนวน 1,789,000 บาท เพื่อนำมาปรับปรุงและแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
ศาลอุทธรณ์: พิพากษาแก้โดยตัดสินให้ นิติบุคคลฯ ชนะคดี และให้จำเลยชดใช้เงินค่าเสียหายเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวน 3,853,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากศาลเล็งเห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามหลักฐานที่ทางนิติบุคคลฯ นำเสนอ
ความคืบหน้าล่าสุดและสถานะปัจจุบันของคดี:
ขั้นตอนทางกฎหมาย: ปัจจุบันคดีความดังกล่าวอยู่ระหว่างพิจารณาในชั้นฎีกาโดยทางคณะกรรมการและทนายความผู้รับผิดชอบคดีได้ดำเนินการยื่นฎีกาและกำลังติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วมทุกคน
สถานะทางการเงิน: จำเลย (บริษัทพฤกษาฯ) ได้นำเงินมาวางศาลแล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2569 เป็นจำนวนเงิน 4,603,695.62 บาท
การตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม: เจ้าของร่วมสามารถอ่านรายละเอียดของเอกสารฉบับเต็ม ทั้งคำฟ้องเริ่มต้นคดี, คำพิพากษาศาลชั้นต้น, คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และฎีกา ได้จากการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ระบุไว้ในหน้าเอกสารประกอบการประชุม
จากเอกสารประกอบการประชุมที่ระบุมา ไม่ได้มีการระบุชื่อทนายความหรือสำนักงานทนายความที่รับผิดชอบดูแลคดีฟ้องร้องบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ไว้
ในเอกสารรายงานวาระที่ 10 ระบุเพียงข้อมูลในภาพรวมว่า ปัจจุบันคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา โดยทาง "คณะกรรมการและทนายความผู้รับผิดชอบคดี" ได้ดำเนินการยื่นฎีกาและติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของเจ้าของร่วมทุกคน
ทั้งนี้ ในเอกสารมีคิวอาร์โค้ด (QR Code) สำหรับให้เจ้าของร่วมสแกนเพื่อเข้าไปอ่านรายละเอียดคำฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และฎีกาฉบับเต็มได้ ซึ่งชื่อของทนายความผู้รับมอบอำนาจหรือผู้เรียงคำฟ้องอาจจะมีปรากฏอยู่ในตัวเอกสารคำฟ้องเหล่านั้น
เอกสารประกอบการประชุมไม่ได้ระบุรายละเอียดหรือการแยกย่อยงบประมาณ 2.2 ล้านบาทสำหรับการซ่อมไม้ระแนงไว้อย่างชัดเจน มีเพียงข้อมูลที่ระบุถึงที่มาและภาพรวมของงบประมาณก้อนนี้ ดังนี้
ขอบเขตที่ระบุในงบประมาณ: เป็นวงเงินที่ตั้งไว้สำหรับเป็น "ค่าซ่อมไม้ระแนง ทั้ง 4 อาคาร" ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (วาระที่ 6 ในรายการรายจ่ายหมวดอื่นๆ)
สาเหตุและความจำเป็น: ปัญหาความชำรุดทรุดโทรมของไม้ระแนง เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของโครงการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข (ร่วมกับปัญหาหลังคาและโรงจอดรถ)
รูปแบบการซ่อมแซม: เนื่องจากปัจจุบันโครงการยังติดขัดปัญหาในด้านข้อกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัสดุหรือรูปแบบไปจากเดิมได้ งบประมาณส่วนนี้จึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับดำเนินการซ่อมแซมแบบเร่งด่วนในรูปแบบเดิมไปก่อน
การจัดลำดับความสำคัญ: จากรายงานการประชุมปีที่ผ่านมา เจ้าของร่วมได้เสนอแนะให้คณะกรรมการจัดลำดับความสำคัญของการซ่อมแซมไม้ระแนงไว้เป็นวาระเร่งด่วนอันดับที่ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาหลังคารั่ว พร้อมทั้งฝากให้ฝ่ายบริหารจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย และจุดคุ้มทุนในการซ่อมแซม เพื่อนำเสนอให้เจ้าของร่วมพิจารณาความคุ้มค่าต่อไป
เงินจำนวน 4,603,695.62 บาท ที่บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) นำมาวางศาลนั้น จะถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงและแก้ไขส่วนที่บกพร่องของพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการก่อสร้างผิดแบบแปลนและผิดสัญญา
เพื่อให้นำเงินมาใช้ประโยชน์ได้จริง ทางนิติบุคคลฯ ได้นำยอดเงินก้อนนี้ไปบันทึกเป็นหนึ่งในรายการ "ประมาณการรายรับ" ประจำปีงบประมาณ 2569 (ในรายการที่ 1.15 เงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีพฤกษา)
การนำเงินเข้าเป็นรายรับส่วนกลางนี้ จะทำให้เงินก้อนดังกล่าวกลายเป็นแหล่งทุนสำคัญในการหมุนเวียนเพื่อรองรับรายจ่ายใน หมวดงานซ่อมแซมและบำรุงรักษาใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2569 โดยมีตัวอย่างโครงการที่จะนำเงินงบประมาณไปใช้ ได้แก่:
ค่าซ่อมไม้ระแนงทั้ง 4 อาคาร: ตั้งงบประมาณไว้ที่ 2,200,000 บาท
ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump): ตั้งงบประมาณไว้ที่ 1,111,000 บาท
งานซ่อมแก้ไขขอบเฟรมและทาสีอาคารหน้า-หลังทั้ง 4 อาคาร (วาระที่ 8): ตั้งงบประมาณไว้ที่ 1,000,000 บาท
ค่าซ่อมทางลาด: ตั้งงบประมาณไว้ที่ 261,900 บาท
ค่าซ่อมแซมหลังคาทั้ง 4 อาคาร (สำหรับห้องที่ได้รับผลกระทบ): ตั้งงบประมาณไว้ที่ 250,000 บาท
โครงการเปลี่ยนไม้กั้นเป็นระบบอ่านป้ายทะเบียนกล้อง LPR (วาระที่ 9): ตั้งงบประมาณไว้ที่ 200,000 บาท
การจัดจ้างทะลวงท่อไขมันส่วนกลางทั้ง 4 อาคาร (วาระที่ 7): ตั้งงบประมาณไว้ที่ 120,000 บาท
กล่าวโดยสรุปคือ เงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้สมทบกับรายรับอื่นๆ เพื่อซ่อมแซมความเสียหายของอาคาร ยืดอายุการใช้งานทรัพย์สินส่วนกลาง และดูแลรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของร่วมทุกคน
จากเอกสารประกอบการประชุมที่ให้มา ไม่มีการระบุรายละเอียดขั้นตอนการซ่อมแซม ขอบเขตงาน หรือการแยกย่อยงบประมาณ 2.2 ล้านบาทไว้อย่างชัดเจน
ข้อมูลที่มีระบุไว้ในเอกสารเกี่ยวกับค่าซ่อมไม้ระแนง มีเพียงดังนี้:
การตั้งงบประมาณ: มีการบรรจุรายการ "ค่าซ่อมไม้ระแนง ทั้ง 4 อาคาร" ไว้ในแผนรายจ่ายหมวดอื่นๆ ประจำปี 2569 ด้วยวงเงินรวม 2,200,000 บาท
ข้อจำกัดในการซ่อมแซม: เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาติดขัดในด้านข้อกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือเปลี่ยนวัสดุไปจากเดิมได้ การดำเนินการในปัจจุบันจึงทำได้เพียงการซ่อมแซมแบบเร่งด่วนในรูปแบบเดิมไปก่อน
ข้อเสนอแนะจากเจ้าของร่วม: ในรายงานการประชุมปีที่ผ่านมา เจ้าของร่วมได้ฝากให้คณะกรรมการชุดใหม่จัดลำดับความสำคัญให้การซ่อมแซมไม้ระแนงเป็นวาระเร่งด่วนอันดับที่ 2 (รองจากปัญหาหลังคารั่ว) พร้อมทั้งเสนอให้ฝ่ายบริหารจัดทำข้อมูลเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย รวมถึงจุดคุ้มทุนในการซ่อมแซมกับการเปลี่ยนวัสดุใหม่ เพื่อนำเสนอให้เจ้าของร่วมพิจารณาในอนาคต
สาเหตุที่ทุนทรัพย์ในการฟ้องร้องเริ่มต้นสูงถึงประมาณ 49 ล้านบาท แต่ยอดเงินที่บริษัทพฤกษาฯ นำมาวางศาลอยู่ที่ประมาณ 4.6 ล้านบาทนั้น มีรายละเอียดและเหตุผลตามขั้นตอนการพิจารณาของศาลดังนี้
การเรียกร้องค่าเสียหายเริ่มต้น: ในการเริ่มต้นคดี นิติบุคคลฯ ได้ประเมินและยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาและก่อสร้างผิดแบบแปลน ด้วยทุนทรัพย์รวมทั้งสิ้น 49,928,049.37 บาท
คำพิพากษาศาลชั้นต้น: ศาลได้พิจารณาและมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นตัวเงินจำนวน 1,789,000 บาท เพื่อให้นำมาปรับปรุงและแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (เหตุผลที่ศาลสั่งจ่ายยอดนี้): ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแก้คำพิพากษาให้จำเลยต้องชดใช้เงินค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 3,853,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยศาลพิจารณาให้ตาม "ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามหลักฐานที่ทางนิติบุคคลฯ นำเสนอ" ซึ่งหมายความว่าศาลจะสั่งจ่ายชดใช้ตามมูลค่าความเสียหายที่สามารถพิสูจน์ได้จริงด้วยหลักฐานในชั้นศาลเท่านั้น ไม่ได้สั่งจ่ายตามยอดที่ฟ้องร้องไปทั้งหมด
ที่มาของยอดเงินวางศาล 4.6 ล้านบาท: ยอดเงินจำนวน 4,603,695.62 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2569 นั้น คือยอดเงินต้นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (3,853,200 บาท) รวมกับดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ศาลอุทธรณ์จะตัดสินออกมาตามยอดดังกล่าว แต่ปัจจุบันคดีนี้ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา ซึ่งทางคณะกรรมการและทนายความผู้รับผิดชอบคดีได้ดำเนินการยื่นฎีกาต่อไปแล้ว เพื่อมุ่งหวังที่จะรักษาผลประโยชน์สูงสุดให้กับเจ้าของร่วมทุกคน
สำหรับการเตรียมตัวเพื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบอ่านป้ายทะเบียนกล้อง LPR เจ้าของร่วมสามารถเตรียมตัวได้ตามขั้นตอนดังนี้
เข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณาอนุมัติ: เนื่องจากโครงการนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ เจ้าของร่วมจึงควรเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 (หรือมอบฉันทะให้ตัวแทน) เพื่อร่วมพิจารณาและลงมติใน วาระที่ 9: พิจารณาอนุมัติในหลักการเปลี่ยนไม้กั้นเป็นระบบอ่านป้ายทะเบียนกล้อง LPR
เตรียมลงทะเบียนเลขทะเบียนรถ: หากที่ประชุมมีมติอนุมัติ นิติบุคคลฯ จะเปิดให้เจ้าของร่วมนำข้อมูลรถยนต์ (เช่น เลขทะเบียนรถ ยี่ห้อ และสีรถ) มาลงทะเบียนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลส่วนกลาง โดยนิติบุคคลฯ จะจัดทำระบบเพื่อรับลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ หรือสามารถติดต่อลงทะเบียนได้ที่สำนักงานนิติบุคคลฯ
เมื่อระบบใหม่ติดตั้งและลงทะเบียนเสร็จสิ้น เจ้าของร่วมจะได้รับความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น โดยไม่ต้องเตรียมพกบัตรทาบ (RFID/Proxy Card) และไม่ต้องลดกระจกเพื่อทาบบัตรขณะฝนตกอีกต่อไป เนื่องจากกล้องความละเอียดสูงจะถ่ายภาพป้ายทะเบียนและสั่งเปิดไม้กั้นให้อัตโนมัติ
จากตารางแผนประมาณการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ระบุว่า ค่าซ่อมไม้ระแนงทั้ง 4 อาคาร วงเงิน 2,200,000 บาท ได้ถูกกำหนดแผนการใช้จ่ายงบประมาณไว้ในช่วง เดือนสิงหาคม ปี 2569
ทั้งนี้ โครงการซ่อมแซมไม้ระแนงถูกจัดให้เป็นวาระซ่อมแซมเร่งด่วนในลำดับที่ 2 (รองจากการแก้ไขปัญหาหลังคารั่ว) ตามที่เจ้าของร่วมได้เสนอแนะและฝากให้คณะกรรมการจัดลำดับความสำคัญไว้ในการประชุมปีที่ผ่านมา
ไม่มีการระบุรายละเอียดแยกย่อยไว้อย่างชัดเจนว่างบประมาณ 2.2 ล้านบาทรวมค่าวัสดุและค่าแรงไว้ด้วยหรือไม่
ในตารางแผนประมาณการรายจ่ายประจำปี 2569 ระบุเพียงตัวเลขรวมสำหรับรายการ "ค่าซ่อมไม้ระแนง ทั้ง 4 อาคาร" จำนวน 2,200,000 บาท ในหมวดรายจ่ายอื่นๆ เท่านั้น โดยวงเงินดังกล่าวถูกตั้งประเมินขึ้นมาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินการซ่อมแซมแบบเร่งด่วน ตามที่เจ้าของร่วมได้จัดลำดับความสำคัญและเสนอแนะไว้ในที่ประชุม แต่ไม่ได้มีการแจกแจงสัดส่วนของค่าใช้จ่ายระหว่างค่าวัสดุและค่าแรงไว้ในเอกสารชุดนี้
แนวทางการจัดการปัญหาหลังคารั่ว ซึ่งถูกจัดให้เป็นวาระซ่อมแซมเร่งด่วนอันดับ 1 มีการกำหนดแนวทางและขั้นตอนการดำเนินการดังนี้
ข้อจำกัดในการซ่อมแซม: ปัจจุบันโครงการยังติดปัญหาด้านข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด ทำให้ไม่สามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลงรูปแบบ หรือใช้วัสดุหลังคาที่ผิดไปจากเดิมได้ (เช่น ไม่สามารถเปลี่ยนจากหลังคากระเบื้องเป็นเมทัลชีทได้)
แนวทางการแก้ไขในปัจจุบัน: เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนวัสดุใหม่ได้ แนวทางที่สามารถทำได้ในขณะนี้คือการซ่อมแซมแบบเร่งด่วนด้วยวัสดุและรูปแบบเดิม โดยหากความเสียหายจากหลังคารั่วส่งผลกระทบถึงฝ้าเพดานภายในห้องชุด นิติบุคคลฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการเข้าดำเนินการซ่อมแซมและแก้ไขให้
การดำเนินการที่ผ่านมา: ในรอบปี 2568 คณะกรรมการได้ทยอยอนุมัติและจัดจ้างผู้รับเหมาเข้าดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนหลังคาให้กับห้องชุดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำรั่วซึมอย่างต่อเนื่อง
การจัดสรรงบประมาณในปี 2569: เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง นิติบุคคลฯ ได้ตั้งงบประมาณสำหรับ "ค่าซ่อมแซมหลังคาทั้ง 4 อาคาร (สำหรับห้องที่ได้รับผลกระทบ)" ไว้ที่จำนวนเงิน 250,000 บาท ในแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569
แนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว: ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาหาทางออกอื่นที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย พร้อมทั้งฝากให้ฝ่ายบริหารรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย และจุดคุ้มทุน ระหว่างการซ่อมแซมแบบเดิมกับการเปลี่ยนวัสดุใหม่ เพื่อนำเสนอให้เจ้าของร่วมพิจารณาความคุ้มค่าต่อไปในอนาคต
จากเอกสารรายงานการประชุมและแผนงบประมาณปี 2569 นอกจากงานซ่อมไม้ระแนงแล้ว ยังมีงานซ่อมแซมส่วนกลางที่ถูกระบุว่าเป็นปัญหาใหญ่และต้องเร่งดำเนินการแก้ไขดังนี้ครับ
ปัญหาใหญ่ที่เจ้าของร่วมจัดลำดับให้ซ่อมแซมเร่งด่วน (เนื่องจากติดข้อกฎหมายทำให้เปลี่ยนรูปแบบไม่ได้ ต้องใช้วิธีซ่อมแซมเร่งด่วนไปก่อน)
งานซ่อมแซมหลังคาทั้ง 4 อาคาร (เร่งด่วนอันดับ 1): เพื่อแก้ไขปัญหาหลังคารั่วซึม โดยในปี 2569 ได้มีการตั้งงบประมาณสำหรับซ่อมแซมห้องที่ได้รับผลกระทบไว้ที่ 250,000 บาท
งานซ่อมแซมโรงจอดรถ / โรงจอดรถโซล่าเซลล์ (เร่งด่วนอันดับ 3): เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เจ้าของร่วมฝากให้คณะกรรมการจัดลำดับความสำคัญไว้ถัดจากปัญหาหลังคาและไม้ระแนง
งานซ่อมแซมและบำรุงรักษาใหญ่ที่ตั้งงบประมาณเร่งดำเนินการในปี 2569 นอกจากวาระเร่งด่วนข้างต้น ยังมีโครงการซ่อมแซมส่วนกลางที่สำคัญเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออาคารและการอยู่อาศัย ได้แก่
การซ่อมแก้ไขขอบเฟรมหน้าต่าง/ประตูและทาสีอาคาร (วาระที่ 8): เนื่องจากวัสดุยาแนวเสื่อมสภาพ ทำให้น้ำฝนรั่วซึมเข้าสู่ภายในห้องชุดและพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างอาคาร โดยตั้งงบประมาณไว้ที่ 1,000,000 บาท
การจัดจ้างทะลวงท่อไขมันส่วนกลาง (วาระที่ 7): เป็นการทำความสะอาดใหญ่ (Big Cleaning) เพื่อป้องกันปัญหาท่ออุดตัน น้ำรอระบาย และปัญหาน้ำทิ้งตีกลับเข้าสู่ห้องชุดของเจ้าของร่วมในชั้นล่าง โดยตั้งงบประมาณไว้ที่ 120,000 บาท
การซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire pump): ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยสำคัญของอาคาร โดยตั้งงบประมาณไว้ที่ 1,111,000 บาท
การซ่อมทางลาด: โดยตั้งงบประมาณไว้ที่ 261,900 บาท
โดยสรุปคือ ปัญหา "หลังคา" และ "โรงจอดรถ" เป็นวาระที่ถูกจัดลำดับความสำคัญให้ต้องเร่งแก้ไขควบคู่ไปกับไม้ระแนงครับ รวมถึงยังมีงานระบบดับเพลิง ท่อไขมัน และขอบเฟรมหน้าต่างที่เป็นงานซ่อมแซมขนาดใหญ่ในปีนี้
คุณสามารถดาวน์โหลดแอปได้ฟรีจาก Store ของเครื่อง:
Android: ค้นหา "Google Meet" ใน Play Store
iPhone/iPad: ค้นหา "Google Meet" ใน App Store
เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Google Account (@gmail.com) ก็เริ่มใช้งานได้ทันที เมื่อเข้าใช้งานครั้งแรก ระบบจะขออนุญาตเข้าถึง "ไมโครโฟน" และ "กล้อง" ให้กดปุ่ม "อนุญาต" (Allow) หากเผลอกดปฏิเสธไป คุณต้องไปที่การตั้งค่า (Settings) ของเบราว์เซอร์หรือตัวเครื่องเพื่อเปิดสิทธิ์ใหม่อีกครั้ง